เชียงราย – ย้อนรอยสามเหลี่ยมทองคำ

เชียงรายเหมาะกับการขับรถเที่ยวเองในช่วงฤดูหนาว เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชนเผ่า วิวทิวทัศน์บริเวณสามเหลี่ยมทองคำและแม่น้ำโขง เราสามารถยืนอยู่บนแผ่นดินไทยมองดูพระอาทิตย์ตกในแผ่นดินเมียนมาร์ หรือยืนอยู่สันปันน้ำในฝั่งประเทศไทย รอดูพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลหมอกในฝั่งประเทศลาว

0
352
แม่ฟ้าหลวง – จุดชมวิวทิวทัศน์บนยอดดอยช้างมูบ ตั้งอยู่บนพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาร์ นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปกางเต็นท์นอนท่ามกลางธรรมชาติในช่วงฤดูหนาว นับว่าเป็นเสน่ห์ของสามเหลี่ยมทองคำ เราสามารถยืนอยู่บนแผ่นดินไทย มองดูพระอาทิตย์ตกดินในแผ่นดินเมียนมาร์ (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

เราเลือกตลาดชายแดนแม่สายเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางท่องเที่ยวย่านสามเหลี่ยมทองคำในช่วงต้นฤดูหนาวของปีนี้ ใช้เวลา 3 วัน ช่วงระหว่างศุกร์ เสาร์และอาทิตย์  ท่องเที่ยวไปตามตะเข็บชายแดน เมียนมาร์ ลาวและไทย  ที่มีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดน เดินทางตามแม่น้ำไปอำเภอเชียงแสน  เชียงของ และเวียงแก่น ก่อนจะบ่ายหน้าขึ้นดอยเพื่อดูแม่น้ำโขงไหลหายไปในป่าดิบของประเทศลาว หลังจากได้นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สามเหลี่ยมทองคำแล้ว เราจะลงเขาจากผาตั้งมาทางด้านอำเภอภูซางของจังหวัดพะเยา

นี่คือแผนคราว ๆ ในการเดินทางเป็นวงกลม ก่อนที่ทริปเราจะจบที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำมีคนม้ง อาข่า ไทลื้อ จีนยูนนาน และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามลุ่มน้ำ ช่องเขา และยอดดอย ความสวยงามของทิวทัศน์และท้องฟ้าที่สดใสบนยอดดอยในช่วงเปลี่ยนฤดูหนาวและความหลากหลายทางวัฒนธรรม น่าจะทำให้เราสนุกกับการเดินทางทริปนี้

ท่าขี้เหล็ก
ท่าขี้เหล็ก – เจดีย์ชเวดากองจำลอง ตั้งอยู่บนเนิน อำเภอท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวและกราบองค์พระธาตุจำลองได้ โดยเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ตลาดชายแดนแม่สาย (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

ช่วงเช้าของเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2561 ตลาดชายแดนแม่สายกำลังกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากเมืองชายแดนตื่นจากการหลับไหลในช่วงค่ำคืน ด่านตรวจคนเข้าเมืองเริ่มคึกคัก กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศทยอยเดินสวนกับกลุ่มคนเมียนมาร์บนสะพานคอนกรีตเหนือแม่น้ำรวก พรมแดนธรรมชาติที่คั่นประเทศไทยกับเมียนมาร์ คนไทยต้องการข้ามไปเที่ยวเมียนมาร์ คนเมียนมาร์ต้องการข้ามมาทำงานที่ฝั่งไทย  ภาพเดิม ๆ แบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าโลกจะหมุนไปกี่รอบ พม่าอาจจะเปลี่ยนชื่อเป็นเมียนมาร์ไปแล้ว อองซาน ซูจีที่เคยถูกควบคุมตัวให้อยู่ในบ้าน บัดนี้ได้เป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างประเทศ ทุกวันนี้ตะละแม่เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพกำลังถูกสังคมนานาชาติตำหนิเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮีงญา เมืองไทยเองเกิดรัฐประหารไม่รู้กี่ครั้ง  อย่างไรก็ตามตลาดชายแดนแม่สายไม่เคยเปลี่ยน ในเรื่องที่เป็นจุดข้ามแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ที่มีสีสันที่สุด ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดเวลา

ผมเดินมาถึงกลางแม่น้ำรวกแล้วข้ามถนนไปทางฝั่งขวา เปลี่ยนเลนไปเดินด้านเดียวกับคนเมียนมาร์ Welcome to the Republic of the Union of Myanmar อย่างเป็นทางการ ผมหยุดมองรูปกลองยาวติดบนซุ้มทางเข้าด่านฯ ยักคิ้วให้ทีหนึ่ง คนเมียนมาร์ต้องการจะบอกอะไรคนไทยหรือเปล่า  กลองยาวที่คนไทยตีกันสนุกสนานในงานรื่นเริง “บอง ๆ บ่อง เทิ่งบ่อง” จริง ๆ แล้วเสียงมันควรจะต้องดัง “หม่อง ๆ หม่อง เทิ่ง หม่อง” หรือเปล่า ไทยอาจจะนำเข้ากลองยาวมาจากเมียนมาร์ก็เป็นได้

ท่าขี้เหล็ก
ท่าขี้เหล็ก – คนไทใหญ่นั่งขายถั่วลิสงคั่วให้นักท่องเที่ยวบริเวณเจดีย์ชเวดากองจำลอง (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

รถกระป๊อ 2 คัน พาพวกเราเดินทางออกจากวงเวียนเล็ก ๆ ฝั่งท่าขี้เหล็ก ปล่อยความชุลมุนและเสียงเรียกนักท่องเที่ยวไว้เบื้องหลัง  รถสองแถวคันเล็กวิ่งไปช้า ๆ ผ่านห้องแถวและบ้านเรือนฝั่งท่าขี้เหล็กไปไม่ถึง 2 นาที “พี่ไทใหญ่” คนขับรถที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วยก็พาเรามาถึงวัดแห่งหนึ่ง วิหารหลังใหญ่ดูโดดเด่นด้วยหลังคาฉลุสีทองเหลืองอร่าม ข้าง ๆ มีเสาหงส์ที่ล้อมรอบด้วยรูปปั้นเทวรูปของศาสนาฮินดู อีกด้านหนึ่งของลานวัดมีเจดีย์ขนาดใหญ่ 2 องค์ ตั้งอยู่คู่กัน

“วัดไทใหญ่” พี่ไทใหญ่บอกพวกเราสั้น ๆ แค่นี้จริง ๆ ไม่มีคำอธิบายอะไรอีกเลย

เมื่อไทใหญ่ “เจ็บคอ” ไทยน้อยอย่างพวกเราก็ได้แต่เดินถ่ายรูปอย่างเดียว จะนึก จะมโนอะไรก็ไม่ได้ จนกระทั่งเข้าไปเจอป้ายชื่อ “วัดพระเจ้าระแข่ง” ติดอยู่ข้าง ๆ องค์พระในวิหาร อีกด้านหนึ่งมีรูปครูบาบุญชุ่ม พระเกจิที่สร้างชื่อช่วงทีมหมูป่าติดอยู่ในถ้ำหลวง รอบ ๆ วัดมีเครื่องจักสาน หมวกไทใหญ่ หัวสมุนไพร และทานาคาวางขาย

ไม่ไกลจากวัดไทใหญ่มีเจดีย์ชเวดากององค์จำลอง ตั้งอยู่บนเนินสูง ๆ

คนเมียนมาร์นับถือเจดีย์ชเวดากองมาก แต่การเดินทางไปไหว้พระธาตุองค์จริงที่เมืองย่างกุ้งนั้นยากและลำบาก จำเป็นต้องสร้างองค์จำลองไว้ที่ท่าขี้เหล็ก เพื่อให้ชาวบ้านในแถบรัฐฉานได้เดินทางไปกราบไหว้ พอเริ่มมีนักท่องเที่ยวข้ามมาจากฝั่งไทย คนเมียนมาร์จะชักชวนคนไทยมาไหว้องค์พระธาตุจำลอง วันนี้มีเด็กสาววัยรุ่นนำช่อดอกไม้มาขายให้นักท่องเที่ยว บางคนก็มาเสนอกางร่มให้เราตอนเดินวนองค์พระธาตุ ผมพยายามมองหาดอกสะเลเต ดอกไม้ชนิดเดียวกันกับที่ผมปลูกไว้ที่บ้านมีนบุรี ออกดอกสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมบาง ๆ คล้าย ๆ กลิ่นดอกลิลลี่ปนกับกลิ่นดอกมะลิ  คนเมียนมาร์นิยมนำดอกสะเลเตมาร้อยเป็นพวงถวายพระ แต่น่าเสียดายวันนี้ “แม่ค้าดอกไม้” มีแต่ดอกออกพรรษามาขาย หวังเอาใจคนไทย

วัดพระหยก
ท่าขี้เหล็ก – วัดพระหยกสร้างตามศิลปะพม่า มุงหลังคาซ้อนกัน 2 ชั้น ด้านข้างมีหอสูง คล้ายหอระฆังที่เมืองไทย แต่ทำหลังคาซ้อนหลายชั้นตามแบบศิลปะพม่า (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

วัด Dhammayon (น่าจะออกเสียงว่า “ธรรมมายน” ) แต่รู้จักกันดีในชื่อ “วัดพระหยก” คือวัดสุดท้ายที่เราแวะไปเที่ยวด้านฝั่งเมียนมาร์ ท่าขี้เหล็ก วัดนี้สร้างตามศิลปะพม่า มุงหลังคาซ้อนกัน 2 ชั้น ด้านข้างมีหอสูง คล้ายหอระฆังที่เมืองไทย แต่ทำหลังคาซ้อนหลายชั้นตามแบบศิลปะพม่า ตกแต่งปลายยอดด้วยฉัตรขนาดเล็ก สีเหลืองอร่าม ด้านในมีพระพุทธรูปทำจากหยกสีขาว ตั้งเป็นพระประธาน ด้านล่างมีพระพุทธรูปที่ช่างแกะเป็นเบ้าลึกลงไปในพิมพ์ มองแล้วหลอกตาเหมือนว่าเป็นรูปประติมากรรมนูนสูง ไม่ว่าเราจะมองพระพุทธรูปแกะสลักจากด้านไหน เราจะเห็นพระพุทธรูปสบตากับเราตลอดเวลา เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวว่า “พระ 3 มิติ” บนผนังมีรูปวาดพุทธประวัติเรียงติดกันจากซ้ายไปขวา ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน ทำให้เรารู้ว่าคนเมียนมาร์เริ่มลำดับเหตุการณ์จากด้านซ้ายไปขวา

ท่าขี้เหล็ก
ท่าขี้เหล็ก – กองขมิ้นตากแห้งวางขายหน้าวัดพระเจ้าระแข่ง คนเมียนมาร์นิยมนำไปเผาไฟให้เกิดควัน สำหรับไล่ยุงและแมลง (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

วันนี้ตลาดชายแดนแม่สายฝั่งท่าขี้เหล็กเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก เกือบ 30 ปีที่แล้วผมเคยเป็น “ไกด์ผี” อยู่แถวเชียงราย แม่สายและเชียงแสน สมัยนั้นพม่ายังเรียกว่าพม่า ไม่ใช่เมียนมาร์เหมือนวันนี้ ตลาดชายแดนแม่สายโด่งดังเรื่องอัญมณีและเครื่องเงิน ด้านท่าขี้เหล็กและแม่สายเต็มไปด้วยร้านขายพลอย หยก ทับทิม ในทุก ๆ เช้ามีตะละแม่ สาวพม่าแต่งตัวสวย ๆ หิ้วปิ่นโตเดินผ่านด่านตรวจจากฝั่งพม่ามาทำงานที่ร้านอัญมณีในตลาดแม่สาย เมื่อนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปในตลาดฝั่งท่าขี้เหล็กจะพบเห็นของป่า บุหรี่ขี้โย หินสีแปลก ๆ สร้อยเงินวางขายทั่วตลาด ในตรอกเล็ก ๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นแป้งทานาคาจากแก้มพม่า ลอยปะปนกับกลิ่นหอมหวาน ๆ ของขนมเส้นโมฮิงกา ในตลาดมีชาวเขาเผ่าต่าง ๆ แต่งชุดประจำเผ่าหลากสีสันเดินสวนกันไปมา ชุดอาข่าจะเด่นสุดด้วยหมวกประดับเหรียญเงิน ทำให้ตลาดชายแดนน่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยสีสันของตลาดชายแดน ทุกวันนี้ตลาดชายแดนมีของขายไม่กี่อย่าง แต่เป็นของก๊อปปี้ทุกอย่าง บางทีผมยังสงสัยว่าแม่ค้าที่ขายของในตลาดท่าขี้เหล็กนั้นเป็นพม่าจริง ๆ หรือเป็น “ตัวก๊อบปี้”มาจากเมืองจีน

ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำคือบ้านหลังใหญ่ของคนหลายเผ่าหลากพันธุ์ พื้นที่รอยต่อ 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (จังหวัดเชียงราย) ลาว (แขวงบ่อแก้ว) และพม่า (ท่าขี้เหล็ก, รัฐฉาน) มีลักษณะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมีแม่น้ำโขงไหลผ่านชายแดนไทยและลาว ในอดีตสามเหลี่ยมทองคำเป็นแหล่งผลิตฝิ่นและผงขาวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภูเขาสูงเป็นป้อมปราการแยกชาวเขาออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาว ไทย และพม่า ดินแดนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่เล่ากันไม่รู้จบ ปัจจุบันสามเหลี่ยมทองคำเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีทิวทัศน์ที่งดงาม โดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอก ด้วยความที่เป็นรอยต่อระหว่างประเทศ ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำจึงมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ มีอาข่า จีนยูนนาน ม้ง เย้า ไทลื้อ อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามยอดดอยและลุ่มแม่น้ำโขง เหมาะอย่างยิ่งกับการขับรถท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง เพื่อสัมผัสความหนาวและความสวยงามต่างวัฒนธรรม

ดอยผาหมี
แม่สาย – น้ำพริกถั่วกินกับผัก อาหารต้นตำรับของชาวเผ่าอาข่า บ้านดอยผาหมี อำเภอแม่สาย ในช่วงฤดูหนาวชาวอาข่าต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยกาแฟ อาหารชนเผ่าอาข่าและการแสดงทางวัฒนธรรม เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ หลากหลายวัฒนธรรมให้นักเดินทาง (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

ที่บ้านดอยผาหมี หมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวเขาเผ่าอาข่า ตั้งอยู่บนดอย สูงกว่าระดับน้ำทะเลราว ๆ 1,400 เมตร ติดชายแดนไทย-เมียนมาร์ พวกเรานั่งกินอาหารค่ำมื้อแรกจัดให้โดยครอบครัวอาข่าของพ่อหลวง ซาเจ๊ะ หม่อโม๊ะกู่ อายุ 75 ปี  น้ำพริกถั่ว ยำผักกวางตุ้ง ปลานึ่ง ยำรากชู ล้วนเป็นจานเด็ดของอาหารอาข่า จัดวางอยู่บนโตกไม้ไผ่ เสิร์ฟพร้อมข้าวไร่หุงสุกใหม่ ๆ ห่อด้วยใบตองสด พวกเราตื่นเต้นกับอาหารอาข่ามากเพราะไม่เคยกินมาก่อน เลยกินคำหนึ่ง หยุดถาม 2 คำ

“อาข่ามีขนมอะไรบ้าง” ผมถามหาของหวาน หลังจากเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ หลานของซาเจ๊ะ กำลังพัวพันอยู่ข้าง ๆ พ่อ ผู้คอยดูแลอาหารให้พวกเรา นึกไม่ออกว่าขนมของคนที่อยู่บนยอดเขา ท่ามกลางอากาศหนาว จะมีรสชาติอย่างไร

“อาข่าไม่มีขนมกิน” ชายหนุ่มชาวอาข่า พ่อของเด็กผู้หญิง ตอบด้วยภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ ตอบอย่างมั่นใจ  อย่างกับว่าน้ำตาลไม่เคยปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อาหารของชาวอาข่า

จบเห่ ลิเกเลิก

มนุษยชาติรู้จักการทำน้ำตาลราว ๆ คริสตวรรษที่ 1 อย่างน้อยก็นานกว่า 2000 ปี แต่อาข่าไม่มีขนมกิน

“ข้าวปุ๊กคลุกงาขี้ม่อน” คืออาหารที่ใกล้เคียงกับขนมมากที่สุด อาข่าหุงข้าวไร่ให้สุก หอมกำลังดี นำข้าวสุกไปบดให้ละเอียด ได้ข้าวเนื้อหนืด ๆ นำไปรีดเป็นแผ่นบาง ๆ เล็ก ๆ เท่าฝ่ามือ คลุกแผ่นข้าวหนืดกับงาขี้ม่อนป่น เด็กอาข่าจะได้กินข้าวปุ๊กปีละไม่กี่ครั้ง  ครั้งหนึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่  อีกครั้งคืองานชนไข่แดง  ผมหันมามองเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อยากจะบอกเธอเป็นภาษาอาข่าว่า “หนูโชคดีกว่าคุณปู่และคุณพ่อมาก เกิดเป็นเด็กตอนนี้มีขนมให้เลือกกินมากมาย”


ไทลื้อ
เสาวลักษณ์ วงศ์ชัย

เสาวลักษณ์ วงศ์ชัย สาวไทลื้อวัยกลางคน ผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ไทลื้อ (ลื้อลายคำ) เล่าเรื่องมุ้งสีดำของไทลื้อด้วยท่าทางเขินอาย เธอก็เคยนอนมุ้งดำเหมือนกัน ชาวลื้อบ้านศรีดอนชัย อำเภอเชียงของเพิ่งเลิกใช้มุ้งดำประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา สมัยก่อนเมื่อถึงฤดูหนาว คนไทลื้อบ้านศรีดอนชัยต้องพากันหอบมุ้งดำไปซักที่ริมแม่น้ำอิง ทำไมไทลื้อต้องใช้มุ้งสีดำ หาคำตอบได้ที่พิพิธภัณฑ์ไทลื้อ (ลื้อลายคำ) แหล่งเก็บสะสมผ้าทอไทลื้อ
<< เที่ยวเชียงราย วันที่สอง: ดำดิ่งลงในโพรงกระต่าย […]

 


สมัยก่อนพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้านดอยผาหมีก็เหมือนกับหมู่บ้านชาวเขาทั่ว ๆ ไป มีปัญหาเกี่ยวกับการปลูกฝิ่น ดอยผาหมีอยู่บนเส้นทางการขนลำเลียงยาเสพติดข้ามชายแดน ในอดีตคนดอยเดินข้ามเขา ข้ามพรมแดนโดยไม่สนใจรัฐเพราะรัฐไม่สนใจเขา ไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรคการเมืองเพราะเขาไม่เคยไปเลือกตั้ง ชาวเขาเป็นคนไร้สัญชาติ พวกเขาจึงเป็น “อิสรชน” โดยกำเนิด เขาสนใจอยู่เรื่องเดียวว่าจะหาที่ปลูกฝิ่นดี ๆ ได้ที่ไหนบ้าง ดอยผาหมีเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่ดีที่สุด กระทั่งวันหนึ่งชาวเขาดอยผาหมีได้เจอพระมหากษัตริย์  ได้จูงม้าให้ในหลวงนั่ง มีโอกาสได้ต้อนรับพระราชาด้วย “ชาป่า” ในกระท่อมไม้ไผ่  ฝิ่นได้กลายเป็นอดีต อาข่าก้าวไปสู่อนาคตใหม่ที่เดินทางมาพร้อมกับในหลวง รัชกาลที่ 9

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถามเราว่า “เลิกปลูกฝิ่นได้ไหม?” เราตอบว่า “ได้ ถ้ามีอย่างอื่นให้ปลูก” ซาเจ๊ะ หม่อโม๊ะกู่ เล่าให้พวกเราฟังเมื่อครั้งได้ถวายงาน จูงม้าให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่ง เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ที่ดอยผาหมี จังหวัดเชียงราย ในปี 2513

คำพูดธรรมดา ๆ   ข้างกาน้ำชา ระหว่างกษัตริย์และชาวเขา สามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ ทุกวันนี้ไร่ฝิ่นกลายเป็นเพียงตำนาน เล่าขานอยู่ในหอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน

วันนี้ดอยผาหมี ดอยผาฮี้ และดอยช้างมูบ เป็นแหล่งผลิตชาและกาแฟอาราบิก้ารสชาติเยี่ยม กาแฟต้นแรกที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อปลูกทดแทนฝิ่น ยังยืนต้นเป็นประจักษ์พยานของการเปลี่ยนแปลงเมื่อเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา ในช่วงฤดูหนาวมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินทางมาพักโฮมสเตย์ที่หมู่บ้านชาวเขา ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามยามพระอาทิตย์ตก และชิมกาแฟสดที่ปลูกบริเวณดอยผาหมีและผาฮี้  ร้านกาแฟ “ภูฟ้าซาเจ๊ะ” ที่ลูก ๆ ของซาเจ๊ะ หม่อโม๊ะกู่ ช่วยกันสร้างอยู่ริมหน้าผา มีวิวที่สวยงาม มองเห็นเทือกเขาถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ที่โด่งดังไปทั่วโลกกับเรื่องราวของ “13 หมูป่า” ภายในร้านกาแฟมีรูปภาพขนาดใหญ่ 2 ภาพติดอยู่ที่ผนัง รูปแรกเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 กำลังทรงม้าขึ้นไปเยี่ยมชาวเขาบนดอยผาหมู โดยมี ซาเจ๊ะ หม่อโม๊ะกู่ ช่วยประคองม้าอยู่ข้าง ๆ ส่วนรูปที่ 2 เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงนั่งพัก เสวยน้ำชาอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ของซาเจ๊ะ หม่อโม๊ะกู่

ภาพประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ภาพ มีความสำคัญต่อซาเจ๊ะ หม่อโม๊ะกู่ พอ ๆ กับคนไทยทั้งประเทศ เพราะคำสนทนาที่กาน้ำชาในวันนั้นเปลี่ยนพื้นที่ สามเหลี่ยมทองคำจากแหล่งผลิตฝิ่นที่สำคัญของโลก ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับโลก ผมลองคิด ๆ ดูระหว่างเดินทางลงจากดอยผ้าหมีไปโรงแรมอิมพีเรียล โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล รีสอร์ท ที่พักของเราที่ตั้งอยู่ใจกลางของสามเหลี่ยมทองคำ ถ้าซาเจ๊ะ หม่อโม๊ะกู่ ทำเป็นเงียบ ๆ ไม่รับปากกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าจะเลิกปลูกฝิ่น เรื่องราวของสามเหลี่ยมทองคำคงดำเนินไปอีกแบบหนึ่ง แตกต่างกันเหมือนหนังคนละเรื่อง ผมอาจจะไม่ได้มีโอกาสขึ้นไปกินน้ำพริกถั่วของชาวอาข่า เรื่องขึ้นไปยืนอยู่บนยอดดอยช้างมูบที่ฝั่งไทย เพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกที่ฝั่งเมียนมาร์ ก็อาจจะทำไม่ได้เช่นกัน ดอยตุงอาจจะมีเพียงแค่องค์พระธาตุ

(ภาพเพิ่มเติม Facebook.com/bangkokbigears)


เดินทางย้อนรอยสามเหลี่ยมทองคำ
เชียงราย วันที่สอง – ดำดิ่งลงในโพรงกระต่าย […]
เชียงราย วันที่สาม – ลงเขาไปย้อมผ้า […]
กิน
+ มื้อเที่ยง ร้านครัวเมล็ดชา ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมัน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
+ มื้อเย็น ขันโตกอาข่า ร้านภูฟ้าซาเจ๊ะ ดอยผาหมี อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
นอน
+ รงแรมอิมพีเรียลโกลเด้นไทรแองเกิ้ล รีสอร์ท อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
เที่ยว
ทริปนี้เราเดินทางด้วยรถตู้ จำนวน 2 คัน เพราะมีเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก จริง ๆ แล้วการขับรถเที่ยวเองเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง บริษัทรถเช่า อาทิ Avis (www.avisthailand.com) และ Hertz (www.hertz.co.th) มีรถให้นักท่องเที่ยวเช่าขับเอง สามารถจองรถได้ทางเว็บไซต์และรับรถได้ที่สนามบินเชียงราย อย่าลืมว่าในวันที่ไปรับรถต้องนำใบขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุของคนขับรถไปแสดงด้วยไม่อย่างนั้นจะรับรถไม่ได้ ในการขับรถเที่ยวต่างจังหวัดที่ไม่คุ้นเคย เมื่อน้ำมันลดลงเหลือครึ่งถัง ให้คนขับมองหาปั๊มน้ำมันเพื่อเติมน้ำมันให้เต็มก่อนออกเดินทางสู่จุดหมาย