เมาะละแหม่ง – เสน่หาเมืองมอญ

ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมาะละแหม่งเป็นเมืองที่ทันสมัยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเชียงตุง เชียงใหม่ เชียงรุ้ง ฉะนั้นจึงมีนักเดินทาง นักเผชิญโชค นักเรียน นักรัก นักฝันผลัดเปลี่ยนแวะเวียนกันมาที่เมืองเมาะละแหม่งตลอดช่วงเวลาที่เป็นเมืองหลวงของ “บริติชเบอร์ม่า”

0
355
ปากแม่น้ำสาละวิน เมืองเมาะละแหม่ง เมืองหลวงรัฐมอญ ประเทศเมียนมา (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

เมาะละแหม่งเคยเป็นเมืองหลวงของเขตอาณานิคมของอังกฤษบริติชเบอร์ม่า สหราชอาณาจักรตั้งเมาะละแหม่งเป็นเมืองเอกเพื่อใช้เป็นเมืองท่าสำคัญขนส่งไม้สักจำนวนมากที่ล่องลงมาตามแม่น้ำสาละวิน รัฐบาลอังกฤษลงทุนสร้างเมืองเมาะละแหม่งให้เพียบพร้อมไปด้วยระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัย สร้างโบสถ์ให้ชาวคริสเตียนมีมัสยิดให้อิสลาม และโบสถ์พราหมณ์ให้ฮินดู ตั้งโรงเรียนประจำมีมาตรฐานการศึกษาใกล้เคียงกับอินเดียและอังกฤษ มีคลับเฮ้าส์หรือสโมสร มีโต๊ะบิลเลียดและเหล้าจินให้ความสำราญกับชาวอังกฤษที่จากเมืองแม่มาค้าไม้ที่เมืองเมาะละแหม่ง

ในยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมาะละแหม่งเป็นเมืองที่ทันสมัยมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเชียงตุง เชียงใหม่ เชียงรุ้ง ฉะนั้นจึงมีนักเดินทาง นักเผชิญโชค นักเรียน นักรัก นักฝันเดินทางแวะเวียนมาที่เมืองเมาะละแหม่งตลอดเวลาในช่วงที่เป็นเมืองหลวงของ “บริติช-เบอร์มา”

โบสถ์เซนต์แพททริค (St. Patrick’s Church) เป็นโบสถ์เก่าแก่แห่งหนึ่งในเมืองเมาะละแหม่ง สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1829 ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นพระเยชูถูกตรึงบนไม้กางเขน (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

นักเขียนชาวอังกฤษ จอร์จ ออร์เวลล์ (หรือ เอริก อาร์เทอร์ แบลร์) เดินทางมาเมาะละแหม่งเพื่อเข้ารับราชการตำรวจในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเขียนบันทึกการเดินทาง “Shooting an Elephant” (การยิงช้าง) จากประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างรับราชการอยู่ในพม่า นอกจากนี้ จอร์จ ออร์เวลล์ยังเขียนนิยาย “Burmese Days” ถ่ายทอดความเสื่อมของจักรวรรดินิยมอังกฤษ

นักเขียนชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งที่เดินทางมาเยือนเมาะละแหม่งคือ รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) ผู้เขียน “เมาคลีลูกหมาป่า”

รัดยาร์ด คิปลิงพักอยู่เมืองเมาะละแหม่งแค่ 3 วัน เขาเคยเล่าไว้ในบทกวีว่าต้องรีบออกจากเมาะละแหม่ง มิฉะนั้นเขาจะไม่มีวันได้ออกจากเมืองมอญแห่งนี้ เพราะเขาเกิดหลงรักสาวมอญตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินขึ้นไปดูเจดีย์สีทองที่วัดไจ๊ตะหลั่น

นักศึกษาเมียนมาในเมืองเมาะละแหม่ง เมืองหลวงของรัฐมอญ (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

นักเดินทางที่ต้องมนต์เมาะละแหม่งอย่างจัง คือเจ้าศุขเกษม ณ เชียงใหม่ เจ้าน้อยเมืองเชียงใหม่เดินทางมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนเซนต์แพททริค หนุ่มเชียงใหม่ได้พบรักกับมะเมี๊ยะ สาวแม่ค้าเมืองเมาะละแหม่ง เกิดเป็นตำนานรักระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองเมาะละแหม่ง ทำให้กรุงเทพแอบหวั่นไหวในความสัมพันธ์ของเชียงใหม่และอังกฤษ เกรงว่าล้านนาจะปันใจ ยกป่าสักทองมูลค่ามหาศาลให้ “ผู้ดีอังกฤษ”

ผมเดินทางมาถึงเมาะละแหม่งในปี ค.ศ 2006 ช้ากว่า จอร์จ ออร์เวลล์ เกือบร้อยปี ผมไม่ได้มาสมัครเป็นตำรวจหรือมาเขียนบทกวีชมเมาะละแหม่ง แต่มาเดินตามหาร่องรอยในอดีตของเจ้าน้อยและมะเมี๊ยะ โดยอาศัยเค้าโครงจากเพลง “มะเมี๊ยะ” ของจรัล มโนเพชร

ในบทเพลงของจรัล มโนเพชร มะเมี๊ยะเป็นสาวพม่า ผมยาว หน้าตาสวย ทำอาชีพค้าขายอยู่ในเมาะละแหม่ง สมัยนั้นเป็นเมืองหลวงของเขตปกครองบริติชเบอร์ม่า ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของรัฐมอญ

มะเมี๊ยะเป๋นสาวแม่ก้า
คนพม่าเมืองเมาะละแหม่ง
งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง
คนมาแย่งหลงฮักสาว

เดินมองหาเงาของมะเมี๊ยะในตลาดสด

ตลาดเซจีตั้งอยู่บนเนินเตี้ย ๆเราสามารถเดินเข้าตลาดได้หลายทาง บรรยากาศคล้าย ๆ ตลาดสดตามต่างจังหวัดในเมืองไทย คึกคัก จอแจ เฉอะแฉะ กลิ่นอาหารสดลอยปะปนในอากาศ ทั้งคนซื้อและคนขายเดินกันขวักไขว่

บางคนเอาตะกร้าดอกไม้เทินหัว เดินเร่ขายไปทั่วตลาด

บางคนนำผักสด ผักน้ำ บัวสาย ใส่รถ 3 ล้อ ยืนรอลูกค้าอยู่ริมตลาด

แม่ค้าขายดอกไม้
ในตลาดสดเมืองเมาะละแหม่ง เมียนมา (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

บางครั้งเราจะเห็นเด็กผู้ชายผอม ๆ หน้าตาคม ๆ ผิวเข้ม ๆ เหมือนเด็กอินเดียเดินผ่านมา เด็กหนุ่มบางคนหาบเตาอั้งโล่ขนาดเล็กที่ด้านบนมีกระทะน้ำมันร้อน ๆ เร่ขายแป้งทอดและซาโมซ่า ช่วงเวลาที่คนอังกฤษเข้ามาทำอุตสาหกรรมไม้สักในเมืองเมาะละแหม่ง มีคนอินเดียตามอังกฤษเข้ามาอาศัยอยู่ในเมาะละแหม่งเป็นจำนวนมากเพื่อช่วยงานป่าไม้ เมื่ออังกฤษย้ายออกจากพม่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คนอินเดียจำนวนมากตัดสินใจอยู่ต่อ ยอมเป็นพลเมืองของประเทศเมียนมา เราจะพบคนหน้าตาเข้ม ๆ เหมือนคนอินเดียได้ในเมาะละแหม่ง ได้เห็นอาหารหลายอย่างมีรสชาติและหน้าตาอย่างกับว่าตักออกมาจากหม้อแขก

ผู้หญิงบางคนหน้าสวย ผิวขาว สันจมูกโด่ง หน้าตาคมขำ ผ้าโพกหัวบอกให้เรารู้ว่าเธอเป็นคนนับถือศาสนาอิสลาม เห็นแล้วนึกถึงหญิง “แขกขาว”ที่เดินซื้อมะเขือเทศ เครื่องเทศ มันฝรั่งในตลาดสดของปากีสถาน คาซัคสถาน และอิหร่าน

ในระหว่างที่เดินถ่ายรูปอยู่ตลาดเซจีผมได้เจอแม่ค้าหน้าคมขายหมู เธอผัดแป้งทานาคา ใบหน้ากลม ๆ เหมือนพระจันทร์ขาววอกไปด้วยแป้ง เธอกำลังสูบบุหรี่ขี้โย ปล่อยควันขาวลอยฟุ้งกระจายอยู่หลังเขียงหมู ตอนผมยกกล้องขึ้นถ่ายรูป เธอหันมายิ้มทักทายพร้อมซ่อนมือที่ถือบุหรี่ไว้ด้านหลัง กลิ่นฉุนของบุหรี่ขี้โยที่ทำจากเปลือกมะขามบดหยาบ ผสมยาฉุน ทำให้นึกถึงบางช่วงบางตอนของตำนานมะเมี๊ยะ เล่ากันว่าเจ้าน้อยศุขเกษมได้พบกับมะเมี๊ยะครั้งแรกตอนเธอนำบุหรี่ขี้โยมาขายในตลาด

ชาวเมืองเมาะละแหม่ง
นำผักใส่ตระกร้าวางขายในตลาดสด (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

อย่างไรก็ตามแม่ค้าขายหมูเมืองเมาะละแหม่งไม่เหมือนมะเมี๊ยะ เรียกได้ว่า ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ

ผมเดินออกจากตลาดสดตอนสาย ๆ เพื่อเดินสำรวจเมืองเมาะละแหม่งที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสาละวิน ปากแม่น้ำมีขนาดใหญ่และกว้างกว่าปากแม่น้ำเจ้าพระยาของเรา ที่สำคัญมีเกาะแก่งขนาดเล็กมากมายตั้งกระจัดกระจายอยู่กลางน้ำ บ้านเรือนส่วนใหญ่กระจุกตัวกันอยู่ด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน เรือโดยสารยังมีความสำคัญในการเดินทางในเมาะละแหม่ง คนจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ตามเกาะแก่งกลางแม่น้ำสาละวิน และที่สำคัญคนยังใช้เรือโดยสารข้ามฟากระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน

สะพานทานละวิน (Thanlwin Bridge) เป็นสะพานเหล็กขนาดใหญ่และยาวที่สุดในพม่าพาดเหนือแม่น้ำสาละวินเชื่อมการคมนาคมระหว่างเมืองเมาะละแหม่งซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกกับเมืองเมาะตะมะ (Mottama) ในด้านตะวันออก คล้าย ๆ สะพานพระพุทธยอดฟ้าเชื่อมการคมนาคมติดต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร เพียงแต่เมืองเมาะตะมะในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวินแตกต่างกับกรุงเทพมหานครที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออก


สะพานทานละวิน
รถไฟกำลังวิ่งบนสะพานเหล็กที่ยาวที่สุดในเมียนมา (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

เมื่อเอ่ยถึงเมาะตะมะ คนไทยบางคนอาจจะนึกมะกะโท ลูกพ่อค้าชาวมอญเมืองเมาะตะมะผู้มีปฏิภาณไหวพริบ ใช้เงิน 1 เบี้ยแลกซื้อเมล็ดผักด้วยการใช้นิ้วเปียกชุ่มน้ำลายจิ้มเมล็ดผักกาด สำหรับนักอ่านบางคนอาจนึกถึงนิยาย “ผู้ชนะสิบทิศ” ตอนจะเด็ดเผาเมืองเมาะตะมะเพื่อชิงรักหักเอาเมียของอุปราชเมืองหงสาวดี ยาขอบผู้ประพันธ์ “ผู้ชนะสิบทิศ” เขียนให้จะเด็ดแค้นสอพินยาที่บังอาจล่อลวงและข่มเหงกุสุมาคนรักของจะเด็ดไปเป็นเมีย จะเด็ดตามล่าสอพินยาไปทั่วแผ่นดินมอญตั้งแต่เมืองแปร ปลอมเป็นควาญช้างที่หงสาวดี ไล่ล่าจนถึงเมาะตะมะเพื่อทวงคนรักคืนจากสอพินยา ในคืนล้างแค้น จะเด็ดเผากองเรือและคลังสินค้าจนวอดก่อนอาศัยช่วงชุลมุนชิงกุสุมากลับไปกับตน

วัดเจดีย์ขาว
ตั้งอยู่ด้านเมาะตะมะ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน เมืองเมาะละแหม่ง (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

ทุกวันนี้ เมาะตะมะเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่ตรงข้ามเมาะละแหม่ง นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถข้ามสะพานสาละวินไปเดินดูสถานีรถไฟเก่า ๆ วัดเจดีย์ขาวและบ้านเก่า ๆ สภาพทรุดโทรม หลงเหลือจากยุคอังกฤษครองเมือง

อังกฤษย้ายออกจากพม่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คืนแผ่นดินนี้ให้เจ้าของประเทศ หลังจากใช้อำนาจปกครองและตักตวงทรัพยากรของเมียนมาเป็นเวลา 124 ปี นานพอที่จะทำให้คนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้คิดว่าตัวเองเป็นสมบัติของเครือจักรภพ


First Baptist Church
โบสถ์คริสเตียน ก่อตั้งโดยมิชชันนารีชาวอเมริกัน ในปี คศ. 1827 (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

ทุกวันนี้ เมืองเมาะละแหม่งเต็มไปด้วยร่องรอยอารยธรรมในช่วงอาณานิคม เมื่อเดินเที่ยวในย่านเมืองเก่า โดยเฉพาะบนถนน Upper Main Road เราจะเห็นมัสยิดของศาสนาอิสลาม เทวสถานของฮินดู และโบสถ์ของคริสเตียน บ้านไม้สักของพ่อค้าไม้ ทุกอย่างล้วนเป็นดั่งเงาของเมาะละแหม่งในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20

ผมได้มีโอกาสเดินเข้าไปในโบสถ์เซนต์แพททริค (St. Patrick’s Church) ที่ตั้งอยู่หัวมุมระหว่างถนน Wut Kyi Phaya Road และ ถนน Upper Main Road โบสถ์นี้เป็นโบสถ์เก่าแก่แห่งหนึ่งในเมาะละแหม่ง สร้างขึ้นในปีค.ศ 1829 ทุกวันนี้ยังเปิดใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอยู่ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นพระเยชูถูกตรึงบนไม้กางเขน ตัวโบสถ์มีหอนาฬิกาสูงใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่า ด้านหลังเป็นป่าช้าหลุมฝังศพ ถ้ามีโอกาสได้เดินไปดูจะเห็นป้ายชื่อบนหลุมศพ บางคนเป็นคนอังกฤษ บางคนเสียชีวิตและฝังไว้ในสุสานแห่งนี้ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19


โรงเรียนเซนต์แพททริค
เล่ากันว่าเจ้าน้อยศุขเกษมถูกส่งตัวมาเรียนวิชาการป่าไม้ที่โรงเรียนนี้ก่อนพบรักกับมะเมี๊ยะ (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

ด้านข้างโบสถ์เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเซนต์แพททริค เมื่ออดีตเป็นโรงเรียนกินนอน เล่ากันว่าเจ้าน้อยศุขเกษมถูกส่งตัวมาเรียนวิชาการป่าไม้ที่นี่ ทุกวันนี้โรงเรียนแห่งนี้ก็ยังเป็นโรงเรียนสอนวิชาชีพ อาคารเรียนสูงใหญ่ แม้จะดูเก่าแก่ไปตามกาลเวลาแต่ก็แฝงไว้ด้วยมนต์เสน่ห์และเรื่องราวในอดีต


โบสถ์เซนต์แมทธิว
วิหารทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่กำแพงอิฐสีแดงทำให้วิหารดูแข็งแรงและบึกบึนตามสไตล์กอทิก (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

ห่างจากโบสถ์เซนต์แพททริคไปทางด้านทิศใต้ ประมาณ 2 กิโลเมตร คือโบสถ์เซนต์แมทธิว (St. Matthew’s Church) สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมกอทิก เมื่อมองจากภายนอกโบสถ์เซนต์แมทธิวเหมือนเป็นโบสถ์ร้าง มีต้นไม้ขึ้นรุงรัง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเดินชมด้านนอกวิหาร และถ่ายรูปหอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า ตัววิหารทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่กำแพงอิฐสีแดงยังทำให้วิหารดูแข็งแรงและบึกบึนตามสไตล์กอทิก หลังคามุงด้วยสังกะสี กาลเวลาทำให้หลังคากลายเป็นสีแดงรับกับสีน้ำตาลของผนังวิหาร ดูก้ำกึ่งระหว่างความขลังกับความวังเวง โบสถ์เซนต์แมทธิวเปิดสำหรับศาสนพิธีทุกวันอาทิตย์


โบสถ์โฮลี่ แฟมิลี่
เด็ก ๆ เมียนมากำลังปั่นจักรยานผ่านหน้าโบสถ์โฮลี่ แฟมิลี่ ในเมาะละแหม่ง (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

เดินเลยโบสถ์เซนต์แมทธิวลงมาทางด้านทิศใต้บนถนน Upper Main Road เราจะเจอ “โบสถ์โฮลี่ แฟมิลี่” (Holy Family Cathedral) ของชาวแคทอลิกวิหารมีขนาดใหญ่สวยงามเป็นอย่างมาก เริ่มแรกถูกสร้างขึ้นเป็นโบสถ์ขนาดเล็ก กระทั่งปี ค.ศ. 1958 ได้ถูกทุบทิ้งและสร้างขึ้นมาใหม่จนมีขนาดใหญ่โตงดงาม

โบสถ์คริสเตียนที่เก่าที่สุดในเมืองคือ First Baptist Church ก่อตั้งโดยมิชชันนารีชาวอเมริกัน ในปีคศ. 1827 โบสถ์หลังแรกนั้นผุพังหมดแล้ว หลังที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันเป็นหลังที่ 3 สร้างตามรูปแบบสถาปัตยกรรมกอทิกแต่เป็นกอทิกที่ถ่อมตัว ไม่อวดความยิ่งใหญ่อลังกาล ผนังโบสถ์สีครีม ซุ้มหน้าต่างแบบกอทิกประดับด้วยรูปปั้นดอกไม้กลมๆ (rose window) หลังคาสังกะสีโทนน้ำตาล และหอคอยทรงสี่เหลี่ยม สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของศาสนาและการเมืองในยุคอาณานิคม


วัดไจ๊ตะหลั่น
เล่ากันว่าเจ้าน้อยกับมะเมี๊ยะพากันไปสาบานต่อหน้าเจดีย์วัดไจ๊ตะหลั่นว่าทั้งสองคนจะครองรักกันไปตลอดกาล (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

นอกจากโบสถ์ของชาวคริสเตียน เมาะละแหม่งยังมีวัดพุทธและเจดีย์ที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง และหนึ่งในนั้นคือวัดไจ๊ตะหลั่น วัดเก่าขนาดใหญ่ที่มีเจดีย์สีทองเหลืองอร่ามตั้งอยู่บนยอดเขาเล่ากันว่าเจ้าน้อยกับมะเมี๊ยะได้พากันไปสาบานต่อหน้าเจดีย์วัดไจ๊ตะหลั่นว่าทั้งสองคนจะครองรักกันไปตลอดกาล ไม่ขอแยกจากกัน หากใครผิดสัญญาขอให้ชีวิตมีอันเป็นไป

วัดไจ๊ตะหลั่นตั้งอยู่บนเนินเขา นักท่องเที่ยวต้องเดินเข้าไปในตรอกแคบ ๆ ที่ชื่อเดียวกับวัด จากนั้นก็ขึ้นลิฟท์ไปชั้นบนสุด เมื่อเดินออกจากลิฟท์เราจะเห็นเจดีย์สีทองอร่ามทรงเดียวกับเจดีย์ชะเวดากอง ตั้งเด่นเป็นสง่าล้อมรอบด้วยเจดีย์องค์เล็ก ๆ เจดีย์วัดไจ๊ตะหลั่นน่าจะเป็นเจดีย์ที่คนนับถือมากที่สุดในเมาะละแหม่ง เชื่อกันว่ากษัตริย์มอญเป็นคนสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อประกาศศักดาหลังรบชนะสยาม จริงเท็จแค่ไหนต้องรอนักโบราณคดีมาพิสูจน์ แต่ที่แน่ ๆ วิวเมืองเมาะละแหม่งสวยจับใจเมื่อมองจากวัดไจ๊ตะหลัน เราสามารถมองเห็นไกลถึงปากแม่น้ำสาละวินเห็นเกาะแก่งเล็ก ๆ อยู่กลางน้ำมองเห็นค่ายทหารเก่า อาคารบ้านเรือนตั้งเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ มีโดมสูง ๆ คล้าย ๆ กับหออะซาน ยืนเบียดกับยอดมะพร้าว วัดไจ๊ตะหลั่นเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุดในเมืองเมาะละแหม่ง

ทิวทัศน์ปากแม่น้ำสาละวินในช่วงเวลาค่ำ ๆ มองจาก วัดไจ๊ตะหลั่น (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

รัดยาร์ด คิปลิง สุดยอดกวีและนักเขียนในยุค “จักรวรรดินิยม” ของอังกฤษเคยเดินขึ้นมาชมวิวบนวัดไจ๊ตะหลั่นเขาประทับใจภาพกับวิวทิวทัศน์ปากแม่น้ำสาละวินมาก มองเห็นเรือกลไฟทอดสมออยู่ปากแม่น้ำ ความสวยงามและความเรียบง่ายในซีกโลกตะวันออกทำให้รัดยาร์ดตื่นตาตื่นใจนำความประทับใจที่มีกับเมาะละแหม่งเขียนลงเป็นวรรคแรกในบทกวี “มัณฑะเลย์”

By the old Moulmein Pagoda, lookin’ lazy at the sea,

There’s a Burma girl a-settin’, and I know she thinks o’ me;

บทกวี “มัณฑะเลย์” ของรัดยาร์ด คิปลิง ทำให้พม่าเป็นดินแดนในฝันของนักเดินทาง นักสำรวจ ในยุคจักรวรรดินิยม เล่ากันว่าตัวรัดยาร์ดเองก็หลงใหลความสวยงามของสาวเมืองเมาะละแหม่งเช่นเดียวกับเจ้าน้อยศุขเกษม นักเขียนหนุ่มหลงรักสาวเมืองมอญตั้งแต่เหยียบย่างบันไดขั้นแรกเพื่อขึ้นไปดูเจดีย์ไจ๊ตะหลั่น แต่รัดยาร์ดไม่เปิดโอกาสให้ความรักของเขางอกเงยเหมือนเจ้าน้อยศุขเกษม ใจของรัดยาร์ดจดจ่อกับการเดินทางมากกว่าสร้างสัมพันธ์กับสาวแปลกหน้าแห่งเมืองเมาะละแหม่ง

แม่ค้าเมืองเมาะละแหม่ง
แม่ค้าเมืองเมาะละแหม่ง (ภาพ/พูวดล ดวงมี)

นอกจากเจดีย์สีทองอร่ามที่วัดไจ๊ตะหลั่น ที่เชื่อกันว่าเจ้าน้อยและมะเมี๊ยะมาสาบานรักกัน ผมไม่เห็นอะไรอีกที่เชื่อมโยงกับตำนานรักของคนทั้ง 2 ผมเดินทางต่อไปที่วัดยานาดาบงมิ้น (Yadanarbon Myint Monastery) เพื่อชม “บัลลังก์สิงห์” และวัดมหามุนี (Mahamuni Pagoda) เพื่อชมพระมหามัยมุนี ระหว่างที่เดินชมบัลลังก์และพระพุทธรูป ที่จำลองแบบมาจากองค์จริงที่ประดิษฐสถานอยู่เมืองมัณฑะเลย์ ผมก็พยายามมองหาร่องรอยของมะเมี๊ยะสาวพม่าคนสวย สิ่งที่ใกล้เคียงกับตำนานรักล้านนาเมาะละแหม่งมากที่สุดคือแม่ชีเมืองเมาะละแหม่งห่มจีวรสีชมพู

ในท่อนสุดท้ายของเพลง “มะเมี๊ยะ” จรัล มโนเพชรร้องไว้ว่า มะเมี๊ยะหันหน้าเข้าหาพระธรรม

เจ้าชายก็ตรอม ใจ๋ตาย
มะเมี๊ยะเลยไป บวชชี
ความฮัก มักเป๋นเช่นนี้