คืนสุกดิบ งานแห่พระเมืองปัตตานี

ทุกอณูของบรรยากาศในศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในคืน 14 ค่ำ เดือน 3 คืนสุกดิบก่อนวันแห่พระเมืองปัตตานี อบอวลไปด้วยพลังและความศรัทธา

0
135
ผู้อาวุโสประจำศาลเจ้าอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวลงประทับเกี้ยวในคืนสุกดิบของงานแห่พระเมืองปัตตานี (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

ประเพณีแห่พระเมืองปัตตานี จัดขึ้นทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย หรือ 15 วันนับตั้งแต่วันตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา

หลายคนคงได้เห็นภาพคนหามเกี้ยวพระลุยน้ำข้ามแม่น้ำปัตตานี ตลอดจนลุยไฟในงานแห่พระเมืองปัตตานีไปแล้ว “บางกอกบิ๊กเอียร์ส” ขอทวนเข็มนาฬิกา ย้อนเวลาพาทุกคนกลับไปที่คืน 14 ค่ำ คืนสุกดิบ หรือหนึ่งคืนก่อนวันแห่พระรอบเมืองปัตตานี เพื่อสัมผัสพิธีกรรม “ทอดเบี้ยถามพระ” พิธีกรรมโบราณที่ปิดศาลเจ้าทำเฉพาะกลุ่มผู้อาวุโส

“นักท่องเที่ยวทุกคนเคยเห็นการหามเกี้ยวพระลงน้ำ ลุยไฟ แต่มีจำนวนน้อยที่จะได้เห็นการทอดเบี้ยในคืนก่อนวันแห่พระ ในคืนวันสุกดิบประตูศาลเจ้าจะปิดหลังเที่ยงคืน เพื่อให้ผู้อาวุโสทำการทอดเบี้ย” ต้ม หนุ่มปัตตานี ผู้ดูแลเพจ “เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว-องค์เล็ก” ในเฟสบุ๊ค เล่าให้ “บางกอกบิ๊กเอียร์ส” ฟัง

พิธีกรรมทอดเบี้ยคือการ “ถาม” องค์พระ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่เก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่ง นั่นคือไม้เสี่ยงทายเซ้งปวย

คนหามพระใช้ไหล่ดันไม้ขันชะเนาะ ช่วงระหว่างการมัดองค์พระติดกับเกี้ยว ก่อนร่วมงานแห่พระเมืองปัตตานี (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

ในคืนขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 ประตูศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือรู้จักในชื่อศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ปิดตอนเวลาเที่ยงคืน ผู้อาวุโสของศาลเจ้าลั่นดาลประตูใหญ่ ตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไปจวบจนรุ่งสาง ศาลเจ้าจะปิดเพื่อทำพิธีกรรมทอดเบี้ย

การทอดเบี้ยเป็นพิธีกรรมที่ทำกันในหมู่ผู้อาวุโสของศาลเจ้าประมาณ 20 คน  เพื่อหาฤกษ์ยามที่เหมาะสมในการอัญเชิญองค์พระแต่ละองค์ในศาลเจ้าเล่งจูเกียง ลงจากแท่นบูชามาประทับเกี้ยว ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีกรรมลงน้ำ ลุยไฟในงานสมโภชศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

คนจีนอยู่ที่ไหนต้องสร้าง 2 อย่างขึ้นในชุมชน หนึ่งสร้างศาลเจ้า สองสร้างตลาด ศาลเจ้าเล่งจูเกียงตั้งอยู่ในใจกลางชุมชนหัวตลาด ย่านชุมชนจีนในเมืองปัตตานี  คนไทยมุสลิมเรียกย่านนี้ว่า “กะ-ดา-จี-นอ” หรือ “ตลาดจีน”

คืนสุกดิบ – ชาวบ้านรอดูพิธีทอดเบี้ยถามพระที่ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จังหวัดปัตตานี (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

ปัตตานีเป็นเมืองเก่า อายุหลายร้อยปี มีชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่สมัยโบราณ จนมีตำนานและเรื่องเล่ามากมายของนักเดินทางและนักแสวงโชคที่เดินทางมาจากแดนไกล มาขึ้นฝั่งที่เมืองปัตตานี เช่นเรื่องของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่ออกเดินทางจากเมืองจีนเพื่อตามหาพี่ชายที่เมืองปัตตานี สุดท้ายกลายเป็นเรื่องเศร้าและเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของสาวจีนใจเด็ด

ในช่วงสมัยอยุธยา ชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้ก่อตั้งศาลเจ้าขึ้นในชุมชนหัวตลาดที่กลางเมืองปัตตานี  ในช่วงแรก ๆ ชาวจีนอัญเชิญแป๊ะกงมาเป็นเทพประธานประจำศาลเจ้า แต่ดูเหมือนว่าตำแหน่งเทพประธานประจำศาลเจ้าจะเหมือนตำแหน่งทางการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความสามารถ (และบุญวาสนา)

ในปี พ.ศ. 2407 สมาชิกของบ้านตระกูล “คณานุรักษ์” เห็นชอบกับคนจีนในย่านหัวตลาด อัญเชิญ “พระหมอ” หรือโจ๊วซือกงมาเป็นพระประธานประจำศาลเจ้า พร้อมกับแป๊ะกงไปอยู่ด้านซ้ายมือขององค์โจ๊วซือกง ผู้คนสมัยนั้นต่างพากันเรียกศาลเจ้าแห่งนี้ว่าศาลเจ้า “ซูก๋ง”

หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2422 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ  ชุมชนหัวตลาดอัญเชิญองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งเดิมประทับอยู่ในศาลเจ้าหลังเก่า บริเวณสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ใกล้กับมัสยิดกรือเซะ มาประดิษฐานที่ศาลเจ้าจีนบ้านหัวตลาด โดยให้อยู่ด้านขวาขององค์พระโจ๊วซือกง นับจากวันนั้นศาลเจ้าแห่งนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแห่งความเมตตาและศักดิ์สิทธิ์) จนถึงทุกวันนี้

ศาลเจ้าเล่งจูเกียงเป็นแหล่ง “ชุมนุมเทพ” เพราะมีองค์พระประทับอยู่ในศาลเจ้าหลายองค์ เช่น “พระหมอ” หรือโจ๊วซือกงองค์ใหญ่และองค์เล็ก เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวองค์ใหญ่และองค์เล็ก แป๊ะกง เจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อเสือ เจ้าแม่ทับทิม เจ้าพ่อกวนอู เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 3 ช่วงเทศกาลแห่พระเมืองปัตตานี จะต้องมีการทอดเบี้ยถามพระ เพื่อหาเวลาที่เหมาะสมในการเชิญเกี้ยวพระเข้าศาลเจ้า อัญเชิญองค์พระประทับเกี้ยว การออกจากศาลเจ้า การทำพิธีก่อกองไฟ ตลอดจนการจัดอันดับให้เกี้ยวพระเคลื่อนออกจากศาลเจ้า

“ทุกขั้นตอนตั้งแต่หามเกี้ยวพระเข้าศาลเจ้า หามองค์พระออกจากศาลเจ้า ก่อกองไฟสำหรับพิธีลุยไฟ ต้องดำเนินไปตามความต้องการขององค์พระ โดยผ่านการทอดเบี้ย พวกเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจใด ๆ ทั้งสิ้น”

–  ผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ประจำศาลเจ้าเล่งจูเกียง

พิธีกรรมการทอดเบี้ยทำกันบนพื้นศาลเจ้า

ช่วงแรกเป็นการถามองค์พระที่จะเข้าร่วมพิธีงานหามพระปีนี้ จำนวนทั้งหมด 18 องค์ เพื่อหาลำดับก่อนหลังในการหามเกี้ยวออกจากศาลเจ้า โดยไล่ถามองค์พระแต่ละองค์ ผู้อาวุโสประจำศาลเจ้าที่มีความชำนาญและรอบรู้พิธีกรรมจะทำหน้าที่ทอดเบี้ย โดยนำเบี้ยหรือไม้เสี่ยงทายเซ้งปวยไปวนหน้ากระถางธูป 3 รอบ จากนั้นผู้นำการประกอบพิธีกรรมก็กลับมานั่งคุกเข่าบนพื้นศาลเจ้า จรดเบี้ยเหนือศีรษะ แล้วโยนเบี้ยลงพื้น

พิธีกรรมทอดเบี้ยคือการ “ถาม” องค์พระ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่เก่าที่สุด นั่นคือไม้เสี่ยงทายเซ้งปวย (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

ถ้าเบี้ยเสี่ยงทายตกพื้น เบี้ยคว่ำหรือหงายทั้งสองซีกถือว่าเป็นคำตอบ “ไม่” จากองค์พระ แต่ถ้าโยนเบี้ยเสี่ยงทายแล้ว ได้เบี้ยคว่ำหนึ่งซีก และเบี้ยหงายหนึ่งซีก ถือว่าองค์พระตอบว่า “ใช่”  นี่คือวิธีการที่คนในศาลเจ้าใช้ “คุย”กับองค์พระทั้ง 18 องค์ ด้วยการทอดเบี้ยไปเรื่อย ๆ จนได้คำตอบว่า “ใช่” จากองค์พระทุกองค์

การทอดเบี้ยถามพระเริ่มจากองค์พระหลัก ๆ เช่น พระหมอโจ๊วซือกง องค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว องค์แป๊ะกง ที่ตั้งอยู่ในห้องโถงใหญ่ของศาลเจ้าฯ จากนั้นก็เริ่มทอดเบี้ยถามองค์เจ้าแม่กวนอิม องค์เจ้าพ่อเสือ องค์กวนอู และองค์พระอื่น ๆ ที่มีแท่นบูชาอยู่นอกโถงใหญ่ เมื่อได้ลำดับในการเคลื่อนเกี้ยวออกจากศาลเจ้าแล้ว ผู้ทำพิธีจะทอดเบี้ยเพื่อหาฤกษ์ยามนำเกี้ยวพระเข้าศาลเจ้า ฤกษ์อัญเชิญองค์พระประทับเกี้ยว ฤกษ์หามเกี้ยวพระออกจากศาลเจ้า และเวลาก่อกองไฟสำหรับพิธีกรรมการลุยไฟ พิธีกรรมการทอดเบี้ยดำเนินไปประมาณ 1 ชั่วโมงก็เสร็จสิ้น อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถึงแม้ว่าองค์พระทุกองค์จะตอบรับหมดทุกองค์ พิธีกรรมในค่ำคืนของวันสุกดิบประเพณีแห่พระเมืองปัตตานียังดำเนินต่อไป

เชิญเกี้ยวพระเข้าศาลเจ้า

ฤกษ์เชิญเกี้ยวพระเข้าศาลเจ้าเวลา 01.25 น. บรรยากาศคึกคัก คนหามพระพากันโห่ร้องแข่งกับเสียงกลองเสียงระฆัง ดังสนั่นไปทั้งศาลเจ้า (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

ฤกษ์เชิญเกี้ยวพระเข้าศาลเจ้าคือ 01.25 น. เมื่อได้เวลาบรรดาคนหามเกี้ยวพระชุดแรก หรือเรียกว่า “ไม้หนึ่ง” พากันแบกเกี้ยวไม้สีแดงประจำตำแหน่งองค์พระสำคัญ ๆ เช่น เกี้ยวพระหมอโจ๊วซือกง เกี้ยวเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เข้ามาในบริเวณโถงศาลเจ้า เกี้ยวพระองค์อื่น ๆ จะวางรออยู่ด้านนอก เกี้ยวพระแต่ละองค์จะแตกต่างกัน นักท่องเที่ยวทั่วไปจะแยกไม่ออก แต่คนปัตตานีที่ร่วมงานแห่พระทุกปีจะบอกได้ว่าเกี้ยวพระหมอแตกต่างจากเกี้ยวเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวและเกี้ยวแป๊ะกงอย่างไร โดยสังเกตได้จากลายฉลุและธงเล็ก ๆ สามสีผืนที่ปักอยู่หลังเกี้ยว  ช่วงนี้บรรยากาศในศาลเจ้าจะเริ่มคึกคัก คนหามเกี้ยวจะส่งเสียงโห่ร้อง โยกเกี้ยวขึ้นลงตามจังหวะเสียงกลองและกระดิ่งทองเหลืองที่ส่งเสียงเร่งเร้า ดังไปทั่วศาลเจ้า ด้านนอกศาลเจ้าจะมีคนแนบตาติดกับรูช่องลมตลอดเวลา เพื่อดูพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นในศาลเจ้า

ไม่มีการบันทึกว่าประเพณีแห่พระเมืองปัตตานีเริ่มครั้งแรกเมื่อไร จุดประสงค์ของการหามพระลุยไฟคือการชำระล้างมลทิน (purifying) ให้ผู้เข้าร่วมงาน ทำให้จิตวิญญาณบริสุทธิ์ ปราศจากความด่างพร้อย โดยเชื่อว่าไฟมีความร้อนที่ชำระล้างความโศกเศร้าและความมัวหมองออกไปจากใจ ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อเก่า ๆ ของคนหลายเชื้อชาติ

เกี้ยวเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวตั้งรออยู่หน้าแท่นบูชา รอฤกษ์ยามเชิญองค์พระประทับเกี้ยว เวลา 02.25 น. ในคืน 14 ค่ำ เดือน 3 (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

อย่างไรก็ตาม เท่าที่สังเกตประเพณีการแห่พระเมืองปัตตานีเป็นขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านของชีวิต (rites of passage) หรือช่วงสำคัญของชีวิตเด็กหนุ่มปัตตานีที่เป็นไทยพุทธต้องก้าวข้ามไป เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้รับการยอมรับจากสังคมคนปัตตานี ใครที่ได้ผ่านพิธีหามพระข้ามแม่น้ำปัตตานีและลุยไฟแล้ว จะได้รับความเคารพ การยอมรับนับถือมากขึ้นอีกระดับหนึ่งจากเพื่อน ๆ และคนในครอบครัว

“เด็กปัตตานีที่เป็นไทยพุทธมักจะมีฮู้สีแดงกันทุกคน ฮู้สีแดงเป็นเครื่องรางป้องกันภัย จัดทำให้คนที่อาสาหามพระลงน้ำลุยไฟ ฮู้แดงบอกว่าศรัทธาของเขาได้รับการพิสูจน์มาแล้ว” โจ้ เด็กหนุ่มชาวปัตตานีที่ผ่านประสบการณ์แห่พระลุยไฟมาแล้ว เล่าให้เราฟังในระหว่างที่รอพิธีเชิญพระลงเกี้ยว

“สำหรับคนปัตตานี ประเพณีแห่พระเป็นช่วงที่คนปัตตานีต้องกลับบ้าน ไม่ว่าเขาไปทำงานอยู่ที่ไหน เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสามพวกเขาจะต้องกลับบ้าน มาหาเพื่อนสนิทที่เคยหามเกี้ยวพระลุยไฟด้วยกัน มาร่วมพิธีแห่พระ”

เชิญพระประทับเกี้ยว

เสียงกลองเสียงระฆังเริ่มดัง ส่งเสียงกึกก้อง ให้จังหวะเร้าอารมณ์อีกครั้งในเวลา 02.25 น. ซึ่งเป็นฤกษ์เชิญองค์พระทั้ง 18 องค์ลงจากแท่นบูชา มาประทับที่เกี้ยวสีแดงทั้ง 18 หลัง โดยเริ่มจากพระองค์แรกคือพระหมอโจ๊วซือกง

ผู้อาวุโสประจำศาลเจ้าอัญเชิญองค์พระหมอ “โจ๊วซือกง” ลงจากแท่นบูชา เพื่อประทับเกี้ยว ก่อนออกจากศาลเจ้าเพื่อร่วมพิธีลงน้ำลุยไฟ ในงานแห่พระเมืองปัตตานี (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

ถึงตอนนี้ไฟได้ถูกนำมาใช้ประกอบพิธี ตัวแทนผู้อาวุโสม้วนกระดาษเงินกระดาษทองแผ่นใหญ่ ๆ หลายแผ่น รวมกันเป็นกระบอกแท่งกลม ๆ จากนั้นนำไปจุดไฟให้ลุกไหม้ที่ปลายแท่งกระดาษ ผู้ประกอบพิธีนำยันต์กระดาษติดไฟไปวนรอบองค์พระ ผู้อาวุโสอีกท่านก็ขยับเข้าไปใกล้ ๆ แท่นบูชาก่อนจะยกองค์พระมาประทับเกี้ยวที่วางรออยู่กลางห้องโถงศาลเจ้า ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อย ๆ จนองค์พระทุกองค์ได้ประทับลงบนเกี้ยว ขั้นตอนต่อไปคือการ “มัดพระ” หรือการผูกองค์พระติดกับเกี้ยวด้วยผ้าแดง การมัดพระเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก รุ่นพี่ที่หามเกี้ยวพระต้องสอนวิธีการผูกองค์พระให้รุ่นน้อง มัดให้แน่น หลังจากประตูศาลเจ้าเปิดออก องค์พระจะถูกหามอย่างโลดโผนนอกศาลเจ้า 1 วันเต็ม ๆ ออกไปเล่นประทัดในชุมชน ข้ามแม่น้ำปัตตานี ตลอดจนพิธีกรรมลุยไฟ ถ้าผูกองค์พระติดกับเกี้ยวไม่แน่น คนหามมีโอกาสทำองค์พระตกเกี้ยว

มัดพระ – คนหามเกี้ยวช่วยกันมัดองค์พระหมอโจ๊วซือกงติดกับเกี้ยวด้วยผ้า ก่อนหามเกี้ยวพระออกจากศาลเจ้า เพื่อร่วมงานแห่พระเมืองปัตตานี (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

เวลาเดินไปเรื่อย ๆ จากตีสองครึ่งล่วงไปตีสามกว่า ๆ ทุกคนเร่งมือแข่งกับเสียงกลองและเสียงกระดิ่ง เพื่อผูกพระให้ติดแน่นกับเกี้ยว ขันชะเนาะมัดไม้หามเกี้ยวให้แน่น บางครั้งต้องมีการใช้บ่าดัน ช่วยขันชะเนาให้ตึง เมื่อมัดองค์พระติดกับเกี้ยวเรียบร้อยแล้ว คนหามเกี้ยวจุดธูป 1 กำเพื่อบูชาองค์พระ ควันธูปสีขาวลอยขึ้นเพดาน ส่งสัญญาณว่า ณ เวลานี้ เกี้ยวพร้อม พระพร้อม คนพร้อม รอเพียงแค่เวลาเปิดประตูศาลเจ้า

04.15 น. เปิดประตูศาลเจ้า

หลังจากกลับไปพักประมาณ 1 ชั่วโมง ผมเดินทางกลับมาถึงศาลเจ้าช่วงตี 4   ท้องฟ้าเหนือเมืองปัตตานียังมืด  พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือหลังคา เด็กหนุ่มชาวปัตตานี อายุประมาณ 20 ปี พากันเดินจับกลุ่ม ทุกคนเดินตีนเปล่ามุ่งหน้าไปทางศาลเจ้าเล่งจูเกียง เมื่อเดินมาถึงบริเวณศาลเจ้าฯ เสียงกลอง เสียงกระดิ่งดังกังวานปะปนมากับเสียงกู่ร้องของคน ฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิม เมื่อมองผ่านช่องประตูเหล็กเข้าไปในโถงศาลเจ้า ผมเห็นคนหามเกี้ยวพระกำลังส่งเสียงดัง พากันโยกเกี้ยวตามจังหวะกลองและกระดิ่งที่ปลุกเร้าอารมณ์

คนหามพระ – เกี้ยวพระรอเวลาประตูศาลเจ้าเปิด เพื่อออกไปร่วมงานแห่พระเมืองปัตตานี (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

เวลานี้น้ำกับไฟเข้ามามีบทบาทในพิธีโบราณอีกครั้ง ทุก ๆ 3 นาทีจะมีคนม้วนยันต์กระดาษเป็นท่อกลม ๆ จุดไฟให้ลุกโชนเหมือนคบไฟ โบกสะบัดไปรอบ ๆ องค์พระ สลับกับการซัด (และสาด) น้ำมนต์ ทำให้พื้นศาลเจ้าเจิ่งนองไปด้วยน้ำมนต์ผสมเถ้ากระดาษยันต์ ทุกอณูของบรรยากาศในศาล ณ เวลานี้ อบอวลไปด้วยพลังและความศรัทธา

นานแล้วที่ผมไม่ได้สัมผัสบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความเชื่อมั่นต่อสิ่งเหนือธรรมชาติแบบงานแห่พระเมืองปัตตานี การได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในศาลเจ้า ได้โยกตัวไปตามจังหวะเสียงกลองและเกี้ยวพระที่เบียดซ้ายทีขวาที ทำให้ผมได้สัมผัสความศรัทธาของคนปัตตานีที่มีต่อองค์พระ ในยุคนี้ ยุคสมัยที่คนอาศัยอยู่คนละซีกโลกสามารถติดต่อกันผ่าน “ไลน์” และช่องทางอื่น ๆ ได้รวดเร็วเหมือนคุยกันซึ่งหน้า การได้กลับมาเห็นคนใช้ควันธูป เปลวไฟ และศรัทธาติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติอีกครั้งเป็นความรู้สึกสุดแสนวิเศษ

ประตูศาลเจ้าเปิด – ผู้อาวุโสโบกสะบัดยันต์กระดาษติดไฟลุกโชนระหว่างที่ประตูศาลเจ้าเปิด พลังความร้อนของไฟ และพลังความเย็นของน้ำได้ถูกนำมาใช้ชำระล้างมลทิน (purifying) ในงานแห่พระเมืองปัตตานี (ภาพ: พูวดล ดวงมี)

เวลาเปิดประตูศาลเจ้างวดเข้ามาทุกขณะ กลุ่มคนหามเกี้ยวพระเริ่มฮึกเหิมเป็นพิเศษ เวลานี้ผมไม่สามารถยืนอยู่นิ่ง ๆ ได้ มีการเบียดเสียดกันตลอดเวลาจากคนหามเกี้ยว ที่รอเวลาออกจากศาลเจ้า ในขณะที่ภายในศาลเจ้ากำลังแออัดไปด้วยคนหามเกี้ยวองค์พระหลัก กลุ่มหามเกี้ยวพระอีกนับสิบหลังที่รออยู่ด้านนอกก็พยายามเปิดประตูเหล็กด้านข้างและเบียดเข้ามาภายในศาลเจ้าด้วยหวังจะออกจากศาลเจ้าทางประตูใหญ่ให้ตรงฤกษ์ 04.15 น. หลายครั้งที่ผู้อาวุโสประจำศาลเจ้าต้องเตือน ให้เกี้ยวพระทุกหลังออกจากศาลเจ้าตามลำดับที่ได้จากการทอดเบี้ย

หลังจากโหมโรงด้วยน้ำมนต์และไฟจากยันต์กระดาษในคืนสุกดิบ ตอนนี้ทุกคนพร้อมสำหรับการหามพระลงแม่น้ำปัตตานี และแบกพระลงเดินลุยไฟในวันแห่พระ

ประตูศาลเจ้าเล่งจูเกียงเปิดออกในเวลา 4.15 น. เกี้ยวพระหมอโจ๊วซือกง เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และเกี้ยวพระองค์อื่น ๆ ถูกหามออกจากศาลเจ้ารวดเร็ว ดั่งกระแสน้ำที่ทะลักออกมาจากประตูน้ำ ไหลบ่าผ่านชาวปัตตานีและนักท่องเที่ยวที่ยืนรอสัมผัสองค์พระอย่างใกล้ชิด

นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไปเกี้ยวพระจะถูกหามไปทั่วเมืองปัตตานี ก่อนจะทำพิธีข้ามน้ำและลุยไฟ


งานแห่พระเมืองปัตตานี